ปลุกคนไทย ‘บิ๊กตู่’ ยึดข้อเท็จจริง ในสังคม มาเรียนรู้ เปิดใจ ใช้ปัญญา เลิกงมงาย

บิ๊กตู่ ปลุกคนไทย ใช้เหตุการณ์จริงในสังคม มาเรียนรู้ เปิดใจ ใช้ปัญญา ให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เลิกเชื่ออย่างงมงาย พร้อมเชิญชวนคนไทยทั่วโลก ทำความดีถวายในหลวง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ฝากถึงพี่น้องประชาชนคนไทยว่าขอให้ใช้เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นกรณีศึกษา และเรียนรู้ที่จะให้ความสำคัญกับความจริงเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้น มากกว่าความเชื่อ ความหลง ความงมงาย

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยกตัวอย่างในกรณีการบุกตรวจค้นวัด พบซากเสือ ลูกเสือ เขี้ยวเสือ เครื่องรางของขลังจำนวนมาก ซึ่งคงไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นในวัดได้

ซึ่งหากมีขบวนการปกป้อง กีดกันไม่ยอมให้มีการเข้าไปตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ก็คงจะยังไม่มีการเปิดโปงขบวนการผิดกฎหมายเช่นนี้ให้สังคมได้รับรู้ ความผิด ความชั่วร้ายก็ยังจะดำเนินต่อไป โดยแอบแฝงอยู่ในสถานที่ที่คนศรัทธาและไม่น่าเชื่อว่าจะกลายเป็นแหล่งกระทำสิ่งอันมิชอบได้

ปลุกคนไทยประยุทธ์

ซึ่งประชาชนควรยึดเอาข้อเท็จจริง หลักฐาน เป็นเครื่องตัดสินความถูกผิด อย่าเอาความเชื่อ ความหลง มาปิดกั้นปัญญาที่จะคิดหาเหตุผล อาทิ เห็นทหารสวมเครื่องแบบเดินมา ก็อย่าคิดไปเองตามความเชื่อเดิม ๆ ว่าเป็นทหารต้องแข็งแรง คนสวมเครื่องแบบคนนั้นอาจขี้โรคก็ได้ เช่นเดียวกัน อย่าคิดไปเองว่า พระทุกรูป หรือวัดทุกแห่งจะประพฤติดี ประพฤติชอบเสียทั้งหมด ควรเปิดใจและใช้ปัญญา เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง พล.ต.สรรเสริญ กล่าว

พล.ต.สรรเสริญ ยังกล่าวอีกว่า เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชย์สมบัติครบ 70 ปี 9 มิ.ย.59 รัฐบาลขอเชิญชวนคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยการทำบุญตักบาตร ณ สถานที่ที่แต่ละจังหวัดหรือสถานทูตกำหนด โดยในประเทศเริ่มตั้งแต่เวลา 07.00 น.

รวมทั้งเจริญจิตภาวนาและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาถวายเป็นพระราชกุศล ณ วัดหรือสถานปฏิบัติธรรมทั่วโลก ซึ่งการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ฝากเชิญชวนคนไทยร่วมทำความดี รู้รักสามัคคี และคำนึงถึงส่วนรวม ถวายเป็นพระราชกุศลอย่างพร้อมเพรียงกัน เรายังมีข่าวทั่วไปมานำเสนอให้รู้ทันเหตุการณ์กับเรื่อง  ไฟไหม้รถ จอดตากแดดนานไว้นานหลายชั่วโมง ถังดับเพลิงในรถระเบิด!!  อ่านต่อ..

คำสอนของพ่อ ร.9

ปลุกคนไทย ให้ทำความดี สร้างความสบายใจ จากคำสอน ร.9

พระบรมราโชวาทของพระเจ้าอยู่หัวร.9 ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และแก้ไขปัญหาการทำงานได้ด้วย

1. พูดจริง ทำจริง “ผู้หนักแน่นในสัจจะพูดอย่างไร ทำอย่างนั้น จึงได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธาเชื่อถือและความยกย่องสรรเสริญ จากคนทุกฝ่าย การพูดแล้วทำ คือ พูดจริง ทำจริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมเกียรติคุณของบุคคลให้เด่นชัด และสร้างเสริมความดี ความเจริญ ให้เกิดขึ้นทั้งแก่บุคคลและส่วนรวม” (พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 10 กรกฎาคม 2540)

2. ความดี ”การทำดีนั้นทำยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ความชั่วซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว แต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามให้สุดกำลัง ในการสร้างเสริมและสะสมความดี” (พระบรมราโชวาทพระราชทาน แก่ผู้สำเร็จการศึกษา ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สวนอัมพร 14 สิงหาคม 2525)

3. การทำงาน “เมื่อมีโอกาสและมีงานทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้ หรือเงื่อนไขอันใด ไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริง ๆ นั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใด ย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยัน และ ความซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น” (พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา 8 กรกฎาคม 2530)

ร.9 คำสอน

4. ต้องปรับปรุงตัวตลอดเวลา “การดำรงชีวิตที่ดีจะต้องปรับปรุงตัวตลอดเวลา การปรับปรุงตัวจะต้องมีความเพียรและความอดทน เป็นที่ตั้ง ถ้าคนเราไม่หมั่นเพียร ไม่มีความอดทน ก็อาจจะท้อใจไปโดยง่าย เมื่อท้อใจไปแล้ว ไม่มีทางที่จะมีชีวิตเจริญรุ่งเรืองแน่ ๆ ” (พระบรมราโชวาท พระราชทาน แก่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนจิตรลดา 27 มีนาคม 2523) Royal1688 เว็บไซต์คาสิโนออนไลน์ที่เปิดให้เดิมพันกีฬาออนไลน์มากมาย

5. คุณธรรมของคน “ประการแรก คือ ความซื่อสัตย์ ประการที่สอง คือ การรู้จักข่มใจฝึกใจตนเอง ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์ความดีนั้น ประการที่สาม คือ การอดทน อดกลั้น และอดออมที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัตย์สุจริต ประการที่สี่ คือ การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต

และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวมคุณธรรมสี่ประการนี้ ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงาม จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุขความร่มเย็นและมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไป” (พระบรมราโชวาท ในพิธีบรวงสรวง สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า 5 เมษายน 2535)

6. คนดี “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้” (พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512)

7. ช่วยกันทำ “ต่างคนต่างมีหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำเฉพาะหน้าที่นั้น เพราะว่าถ้าคนใดทำหน้าที่เฉพาะของตัว โดยไม่มองไม่แลคนอื่น งานก็ดำเนินไปไม่ได้ เพราะเหตุว่างานทุกงานจะต้องพาดพิงกัน จะต้องเกี่ยวโยงกัน ฉะนั้นแต่ละคน จะต้องมีความรู้ถึงงานของผู้อื่น แล้วช่วยกันทำ” (พระราชดำรัส พระราชทานแก่ คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 8 ธันวาคม 2533)

ในหลวง

8. ความเพียร “ความเพียรที่ถูกต้องเป็นธรรม และพึงประสงค์นั้นคือความเพียรที่จะกำจัดความเสื่อมให้หมดไป และระวังป้องกันมิให้เกิดขึ้นใหม่ อย่างหนึ่ง กับความเพียรที่จะสร้างสรรค์ความดีงาม ให้บังเกิดขึ้นและระวังรักษามิให้เสื่อมสิ้นไป อย่างหนึ่ง

ความเพียรทั้งสองประการนี้ เป็นอุปการะอย่างสำคัญ ต่อการปฏิบัติตน ปฏิบัติงาน ถ้าทุกคนในชาติจะได้ตั้งตนตั้งใจอยู่ในความเพียรดังกล่าว ประโยชน์และความสุขก็จะบังเกิดขึ้นพร้อม ทั้งแก่ส่วนตัวและส่วนรวม” (พระราชดำรัสพระราชทานในพิธีกาญจนาภิเษก ทรงครองราชย์ ครบ 50 ปี พ.ศ.2539)

9. คิดก่อนพูด “หลักของคุณธรรม คือ การคิดด้วยจิตใจที่เป็นกลาง ก่อนจะพูดจะทำสิ่งไร จำเป็นต้องหยุดคิดเสียก่อน เพื่อรวบรวมสติให้ตั้งมั่น และจิตสว่างแจ่มใส ซึ่งเมื่อฝึกหัดคุ้นเคยชำนาญแล้วจะกระทำได้คล่องแคล่ว ช่วยให้สามารถแสดงความรู้ความคิดในเรื่องต่าง ๆ ให้ผู้ฟังได้เข้าใจได้ง่าย ชัดเจน ไม่ผิด ทั้งหลักวิชา และคุณธรรม” (พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 10 กรกฎาคม 2538)